ผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งทำ ก็ยิ่งรู้สึกชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องที่แปลกก็คือ ผมมักจะเป็นคนที่ชอบอะไรง่าย แต่เบื่อมันเร็ว บางทีเร็วมากเสียจนเกิดความวิตกกังวลในตัวเองว่าเราจะเป็นคนที่เอาแน่เอานอนในชีวิตไม่ได้เลยหรือเปล่า แต่แปลกที่การวาดรูปและการทำงานศิลปะ เป็นสิ่งเดียวที่ผมไม่เคยเบื่อมันเลย ศิลปะสำหรับผม เปรียบเสมือนโลกกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยากที่ใครจะเดินทางไปถึงปลายขอบฟ้า ในช่วงชีวิตมนุษย์บนโลกสีฟ้าใบกลมๆ นานวันเข้าการชอบวาดรูปของผมมันก็นลายเป็นกิจวัตรประจำวันและนำพาผมไปสู่การตั้งคำถามใหม่ๆ จนหารู้ไม่ว่า เด็กวัยรุ่นธรรมดาๆคนนึง จะเลือกเรียนต่อทางด้านศิลปะอย่างเต็มตัว แม้แต่เจ้าตัวเอง ก็ไม่เคยคิดว่าเค้ากำลังจะได้เห็นโลกใบใหม่ลึกขึ้นกว่าที่เคยเห็น ผมอยากจะบรรยายและเล่าความคิดคำนึงของผมให้ฟังกัน ผมมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะเล่าแต่แปลกมั้ยครับ เพราะตอนนี้ผมไม่มีเรื่องอะไรทั้งนั้นจะมาเล่าให้ฟัง ที่ผมมีก็เพียงแต่ความหวัง ความพยายาม และฝัน ซึ่งต้องการจะสาธยายมันออกมาเป็นตัวสะกดสีดำๆร้อยคำ พันคำ อย่างไม่มีหยุดไม่มีหมด เหมือนฉายาของผมที่เพื่อนๆเคยบอกว่า เป็น เด็กเลี้ยงแกะ ฟังทีแรกผมก็นึกว่ามันเป็นคำเยาะเย้ยและถากถางรึเปล่า แต่ไม่เลยผมกลับชอบ เพราะนั่นหมายถึงความนึกสนุกในการเล่าแต่ละครั้งที่ผมจะเติมแต่ง ใส่สีเข้าไป จนบางครั้งเรื่องราวเหล่านั้นก็ดูเกินจริงยากที่จะเชื่อ ผมอยากจะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่ม บรรยายเกี่ยวกับการไปใช้ชีวิตในมหานคร ลอนดอน มหานครที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาอาศัยอยู่ และใช้ชีวิตในนั้นมาอย่างยาวนาน บ้างขาจร บ้างขาประจำ และบางเจ้าก็เป็นประเภท แฟนพันธุ์แท้ลูกเขยควีนอลิซาเบธ เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่าแบบนี้ครับ ผมกำลังจะไปเรียน ศิลปะ ในมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งลอนดอนที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง Central Saint Martins College of art and design, University of the arts London ผมมีเวลาเตรียมตัวอีกสักสามสี่เดือนก่อนหลังปิดเทอม จากภารกิจเรียนจบระดับมัธยมศึกษาจากประเทศไทย ในระหว่างนั้นผมก็ขวนขวายหาหนังสือที่บอกเล่าถึงชีวิตการใช้ชีวิตในลอนดอน หนังสือต่างๆเหล่านั้น ทำให้ผมค้นพบอะไรมากมายเกี่ยวกับมหานครอันมีเสน่ห์แห่งนี้ ทั้งที่ชีวิตนี้ตัวผมเองยังไม่เคยได้ย่างก้าวเข้าไปสัมผัสมันซะด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ทำไมหลังจากผมตัดสินใจจะไปใช้ชีวิตในมหานครลอนดอน ตลอดการศึกษาในระดับปริญญาตรี ผมก็กลับเชื่อและมีความมั่นใจอย่างแรงกล้าว่า มันเป็นที่ๆผมใฝ่ฝันและรอคอยมานาน หนังสือหลากหลายเล่มที่ผมได้สัมผัสนอกจากจะทำให้ผมมีความรู้เรื่องเมืองหลวงประเทศอังกฤษมากขึ้น ยังทำให้ผมสงสัยมากขึ้นว่า ผมก็อยากจะบรรยายเรื่องราวเหล่านี้ ในหนังสือบ้าง ที่คิดแบบนี้ไม่ใช่เพราะผมคิดว่าตัวผมมีความสามารถในการเล่าเรื่องหรือการเขียนนะครับ กลับกันผมกับไม่ค่อยมั่นใจในฝีไม้ลายมือในการเขียนของผมนัก เพราะคะแนนวิชาภาษาไทยก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ แต่ผมลองนึกเล่นๆว่าถ้าหากผมซึ่งกำลังจะไปเยือนมหานครแห่งนั้น แต่นำเอามุมมองแปลกๆที่หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เขียน มาบรรยายเป็นถ้อยคำที่คนจะเข้าใจมันมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องสนุกสำหรับผม เท่าที่ผมลองมองดูหนังสือหลายเล่มก็ให้แง่คิดต่างกันไป บ้างเป็นอารมณ์ขบขันตามประสาวัยรุ่น บ้างเป็นอารมณ์แตกต่างของคนวัยทำงาน บ้างเป็นอารมณ์จริงจังเงียบขรึมตามประสาหนังสือสารคดี แต่ผมกลับไม่ค่อยได้ไอเดียเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในมุมมองของนักเรียนศิลปะสักเท่าไหร่ พยายามเอามาดัดแปลงและหาข้อมูลอยู่หลายครั้ง หลายครา แต่มุมมองเหล่านั้นก็คงยากเกินกว่าที่ผมจะควานหามันมาใส่หัวสมองได้ ผมอยากบรรยายถึงการเดินแกลอรี่แปลกๆ ที่ผมได้แต่อ่านติดตามทาง อินเตอร์เน็ต และ นิตยสารศิลปะจากเมืองนอก การเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปะ ที่ผมเชื่อว่าวิธีการสอนและการเรียนของนักเรียนคนอื่นน่าจะนำพามาซึ่งไอเดียแปลกประลาดสุดขอบโลก รวบไปถึงการได้พบเจอการตั้งคำถามแบบใหม่ ซึ่งผมมักจะคิดเสมอว่าการทำงานศิลปะ ก็คือการตั้งคำถามกับตัวเราเอง
              ย้อนกลับไปในช่วงที่ผมกำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ผมพกความมั่นใจเต็มเปี่ยมในการเลือกทางเดินต่อหลังจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผมมั่นใจและแน่วแน่แล้วว่าจะเดินทางไปศึกษต่อศิลปะยังประเทศอังกฤษ และผมก็ใช้เวลาและค้นหาข้อมูลกับมันอยู่นาน ถึงแม้ตัวแทนของมหาวิทยาลัยจะช่วยทำให้การติดต่อกับทางมหาวิทยาลัยง่ายดายขึ้น แต่ผมก็ต้องใช้ความพยายามที่ฝึกฝนมานาน ในการทำ นำเสนอ แฟ้มสะสมผลงาน และการตอบสัมภาษณ์กับอาจารย์จากตัวแทนมหาวิทยาลัย ที่เดินทางมาสัมภาษณ์ผมถึงเมืองไทย หลังจากที่ผมรู้ว่าผมได้เข้าเป็นนักเรียน Foundation ของมหาวิทยาลัย(การศึกษาไทยช้ากว่าอังกฤษหนึ่งปีครับ การศึกษาระดับนี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อถมช่องว่างและปรับระดับการศึกษาของนักเรียนต่างชาติ ก่อนที่จะไปเจอกับชาวหัวบลอนด์และหัวดำแต่ตัวใหญ่ที่นั่นในระดับปริญญาตรี) ผมก็แทบจะกระโดดตัวลอยและรอให้วันคืนผ่านไปเร็วๆ เพื่อที่ผมจะได้ไปสัมผัสบรรยากาศจริงมากขึ้น ผมได้แต่นั่งนับให้วันคืนผ่านไป อีกใจก็เตรียมพร้อมนึกคิดว่าที่นั่นจะมีอะไรบ้างนะ เวลาว่างทั้งวันหมดไปกับการค้นหาข้อมูล ศิลปะในประเทศอังกฤษและทวีปยุโรปที่ผมเคยได้มีโอกาสไปสัมผัสครั้งนึงมาแล้วในชีวิต และติดใจจนเคยบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนขึ้นเครื่องว่า ประเทศอะไรทำไมทำให้เราตกหลุมรักมันได้มากขนาดนี้ สักวันเราจะต้องกลับมาใช้ชีวิตที่นี่ให้ได้อีกครั้ง ไม่รู้ว่ามีเทวดาอยู่แถวนั้นรึเปล่า วันนี้คำพูดคำนั้นกำลังจะเป็นจริงแล้ว เรื่องเล่าทั้งหมดที่ผมต้องพบเจอน่าจะเป็นประสบการณ์อันดีให้แก่ชีวิตไม่มากก็น้อย ผมยังมีความเชื่ออย่างแรงกล้าที่จะบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นว่า เด็กวัยรุ่นคนนึงก็เคยผ่านเรื่องราวที่เค้าชอบ และอยากค้นหามันสักครั้ง ไม่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะ สนุกสนาน หรือมีความสุขแค่ไหน หรือเรื่องราวเหล่านั้นจะนำพามาซึ่งมหันตภัยครั้งใหญ่ แต่ผมก็เชื่อว่า เด็กเลี้ยงแกะคนนี้กำลังจะกลับไป เล่าเรื่องเหล่านั้นให้แกะของเค้าฟัง 


Comment

Comment:

Tweet

it's good to see this information in your post, i was looking the same but there was not any proper resource, thanx now i have the link which i was looking for my research.

#3 By Dissertation Writing (119.155.2.76) on 2011-02-07 21:58

it's good to see this information in your post, i was looking the same but there was not any proper resource, thanx now i have the link which i was looking for my research.

#2 By Dissertation Writing (119.155.2.76) on 2011-02-07 21:57

I have been visiting various blogs for my dissertation writing assignment research. I have found your blog to be quite useful. Keep updating your blog with valuable information... Regards

#1 By dissertation writing (59.103.196.187) on 2010-10-02 12:20