2009/Oct/18

คืนนี้นอนไม่หลับครับ ก็เพราะคิดถึงแฟน ก็เลยนอนไม่หลับ อยากโทรหา อยากคุย อยากอยู่ด้วย : > เหมือนทุกวัน

วันนี้ผมเลยหาหนังสือมาอ่านเล่น  ชื่อหนังสือมากกว่านั้น ของพี่โหน่งอะเดย์

มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่โหน่งบอกว่าทำไมไม่เคย มีเพลงวันพ่อให้รักพ่อมั่งเหมือนอิ่มอุ่น หรือ ค่าน้ำนม พี่โหน่งบอกว่า พึ่งเจอเพลงนี้เมื่อไม่นานมานี้ เป็นเพลงชื่อ เข้าใจแล้วครับพ่อ ของคุณ ปั่น

ผมจำได้ว่า เพลงนี้เคยเอามาเป็นเพลงประกอบโฆษณา ตอนผมเด็กๆ ตอนนั้นผมจำความรู้สึกไม่ได้ว่าฟังแล้วเป็นยังไงมั่ง

แต่วันนี้ผมเปิดอีกครั้ง ฟังแรกๆก็ร้องตามเนื้อเพลง แต่แค่เข้า เวิส 2 แค่นั้นละคับ

น้ำตาผมไหลลงมาทันที

โดยปกติผมไม่ใช่คนที่ โชว์ความรักให้พ่อแม่อะไรมากมายนัก อาจจะเป็นเพราะเป็นลูกชาย ก็เลยออกจะเขินๆอายๆกับการแสดงออก กับ พ่อแม่ ก็เลยจะออกแนว รักนะแต่ไม่แสดงออกมากกว่า ฮ่าๆๆ

พอฟังเพลงนี้จบ ผมก็ร้องไห้มากกว่าเดิม แต่ร้องพร้อมกับรอยยิ้มครับ ยิ้มแป้นเลย : )))))

ตอนนี้พ่ออยู่เชียงใหม่ครับ ไปทำงาน 3 วันที่นู่น ผมเลยส่งเมซเซจไปสั้นๆว่า

 

chiangmai pen ngai bang pa? ranning mai 555 see u kub :)

 

ผมไม่รู้พ่อจะอ่านออกมั้ย ผมไม่รู้พ่อจะแปลกใจมั้ย แต่ข้อความที่ส่งไปมันอาจดูธรรรมดาๆ แต่ใจจริงผมอยากเขียนมากนะครับว่า

ป๋าง้วนคิดถึงป๋านะคับ : )

 

เพลงที่พูดถึงครับระวังน้ำตาจะไหลโดยไม่รู้ตัวนะครับ 

http://daraoke.gmember.com/idxplaymv.do?mv_id=0400683501

รักพ่อกันให้มากๆนะครับ 

edit @ 18 Oct 2009 01:29:35 by ง้วน

2009/Sep/12

ผมไม่ได้เขียนบลอคมานานเท่าไหร่แล้วนะ
มันนานแค่ไหนนะที่ไมได้มานั่งพิมพ์อะไรแบบนี้ ลงหน้าว่างๆเปล่าๆของเอกทีน
และกด enter ได้อย่างสะใจ ไม่ต้องกลัวว่า จะขึ้นหน้ากระดาษใหม่
มันนานแค่ไหนแล้วนะ ที่ผมไม่ได้เข้าไปเม้นตอบบลอคคนนู้น ขอบคุณบลอคคนนี้
และ ทึ่งในประสบการณ์ชีวิตของพี่สักคนในบลอค

เมื่อประมาณครึ่งปีที่แร้ว ผมตัดสินใจได้แน่วแน่ ว่า จะไปเรียน fine art ที่อังกฤษ
เมืองแห่งวัฒนธรรมผู้ดี รึเปล่า ? กับ อะไรต่างๆมากมายที่รออยู่ที่นั่น
ผมใช้เวลาติว ielts ประมาณเดือนกว่าๆ คะแนนก็ออกมาไม่ดีเท่าที่เคยลองทำ แต่ก็ผ่านมา 0.5 คะแนน (เต็ม9)

เด็กธรรมดาๆคนนึง ไม่กล้าคิดที่จะไปเรียนเมืองนอกหรอกครับ ด้านทางการเงินอาจไม่มีปัญหา
แต่ด้านสภาวะจิตใ และ ความนึกคิดของเด็กคนนี้มันไปไม่ถึง
ตอนอยู่ ป.6 ผมเปิดอ่านเจอใน ไทคอมิค ว่า พี่ยุงที่เขียน alien battle
แกจบช่างศิลป ปวชมา และก็ต่อจิตรกรรมศิลปากร

ผมลงคุยกับแม่ตามประสาเด็กๆว่า อยากจะ เข้าตามแบบนี้มั่งอะหม่าม้า เผื่อจะวาดรูปเก่งแบบพี่ยุงมั่ง ?
แม่ไม่ค่อยอยากให้เข้าปวชสักเท่าไหร่ แต่สำหรับศิลปากรแม่ก็บอกว่า เข้ายากนะจะไหวหรอ
ผมได้แต่หัวเราะ หึ ... หึ และไม่พูดอะไรตอบ

ยิ่งนานเข้าผมก็เริ่มเปลี่ยนความคิด อาจารย์ที่ปั้น ฝึก เข็น เด็กที่ไม่มีอะไรเรยในชีวิต วาดรูปเป็นอย่างเดว ไม่เคยแตะสีเลยสักนิด วันนี้เด็กคนนั้น อินกับเรื่องสีมาก ถึงขนาดเคยนั่งจ้อง วงจรสีอยู่เป็นชั่วโมงๆ
เหตุผลเดียวที่ ผมกล้าที่จะไปต่อเมืองนอก นั่นก็เป็นเพราะ อาจารย์ได้ให้แนวิคดหลากหลายอย่าง
และตวอย่างที่น่าติดตามของ นักศึกษาศิลปะในเมืองไทย
แน่นอนครับ เด็กเรียนภาคภาษาอังกฤษในโรงเรียนเอกชนอันดับต้นๆของเมืองกรุง
คงไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้ง ในสภาวะแวดล้อมของนักศึกษาศิลปะเมืองไทย สักเท่าไหร่

ถึงแม้สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือฝีมือ แต่หากเราควบคุมตัวเองไม่อยู่อะไรๆมันจะฝันแปรเป็นอะไร อะไร ตามมาอีกมากมาย

การที่ผมจะไปต่ออังกฤษ มันก็ยากเหมือนที่ อาร์มสตรองเหยียบดวงจันทร์
ผมไม่มี a-level เหมือนที่เด็กอังกฤษมี ไม่ได้เรียนหลักสูตรอินเตอร์ข้นๆแบบเด็กอินเตอร์ อย่างแฮโรว หรื่อ โช
พื้นฐานภาษาอังกฤษที่จัดว่าปานปลาง ฝีมือศิลปะที่จัดว่าพอใช้ กับ ความบ้าส่วนตัวที่กล้าลอง และ กล้าเสี่ยง


.......
เมื่อไม่หลายเดือนก่อน มีเพื่อนประกาศในรถไฟฟ้าระหว่างที่ผมกับมันยืน คุยกันอยู่บน bts ว่า
กูอิจฉามึงหว่ะ

ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้เรียนในสิ่งที่ชอบ มีผู้ สนับสนุน
แต่ตัวเค้าเองกับค้นหาความหมายของชีวิตตัวเองไม่เจอ ไม่ทราบแน่ชัดว่าตัวเองต้องการอะไร หรือ สิ่งที่ทำอยูสิ่งที่ บุพการีคอยป้อนให้

ผมขำและก็บอกว่า ผมไม่ใช่คนที่น่าอิจฉาหรอก อาจจะจริงที่ชีวิตผมไม่ค่อยเครียด ที่บ้านไม่ค่อยเป็นห่วงและขาดหวังเรื่องคะแนน คะแนนของผมถือว่าไปในทางค่อนดี อาจจะดีมากถ้าตั้งใจ แต่ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ผมชอบอะไรที่กลาง ๆ และทุ่มเทกับสิ่งที่เราต้องการ

วันนี้เพื่อนคนนี้เรียนอยู่ นิเทศ ม กรุงเทพ

เค้าตัดสินใจ เรียนต่อด้านภาพยนตร์ที่ตัวเองสนใจ แม้จะสารภาพว่าเจ้าตัวพึ่งหลงใหล ในการทำหนังไม่นาน และเริ่มศึกษามันอย่างจริงจังไม่นาน แต่เวลาในรั้ว มหาลัย 4 ปีเค้าจะต้องค้นพบอะไรหลายๆอย่างในตัว สิ่งที่เค้ารักสิ่งนี้

เช่นกัน ผมไม่เคยลืมข้อคิดดีๆที่เอาจากพี่โหน่งอะเดย์ว่า ชีวิตคนเราจะมีความสุขได้ถ้า

ได้ทำในสิ่งที่ชอบ
มีคนที่เรารัก
อยู่ในที่ที่ปลอดโปร่ง
ไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน

ชีวิตผมในวันนี้ยังขาด บางข้อที่กล่าวมา และก็มีบางข้อที่ได้กล่าวไป

เอนทรี่นี้อาจจะระบายความฟุ้งเฟ้อ และ เพ้อเจ้อ ตอบแทนตัวเราที่นั่ง คุยกับตัวเองมานาน : )

 

edit @ 12 Sep 2009 21:54:22 by ง้วน

2005/Oct/23

จำไม่ได้ว่าเริ่มวาดรูปเมื่อไหร่

น่าจะซัก ประมาณ 4 ขวบแบบวาดเรื่อยเปื่อย

ตอนนั้นมีละครนายขนมต้ม เราดูตามพี่เลี้ยง

ก็เห็นพม่าสู้กับไทย

ก็วาดในกระดาษเป็นสงครามไทยกับพม่าเลย 55

ตอนอยู่อนุบาลก็ไม่ได้วาดรูปเก่งอะไร ไม่มีผลงานเด่นมากนัก

คือตอนนั้นอนุบาลเค้ามีให้นักเรียนวาดรูปเล่นๆ

เป็นการประกวดระบายสีน่ะ

ตอนนั้นเค้าให้ภาพช้างมา

เราก็เอาเลยช้างสีเรนโบว์

ก็ออกมาแปลกๆ ก็เอากลับบ้านให้แม่ระบายให้

ก็สวยขึ้นมาก แต่ก็ไม่เสร็จ

เราก็ต้องทำที่เหลือเองเราก็โชว์สุดฝีมือ

เหมือนปลุกฝีมือที่มีอยู่ออกมา

และเราก็ได้รางวัลด้วยเป็นรถอะ

ที่ 1 มั้งไม่ก็ที่ 2

ค่อนข้างปลื้มมาก

ก็มาอยู่ประถมที่ กรุงเทพคริสเตียน

ตอนนั้นก็ไม่มีอะไรสนใจเรื่องวาดรูปเท่าไหร่

แต่เรียนศิลปะทุกวันเสาร์เหมือนเรียนเล่นๆอะไม่ได้จริงจังมาก

แต่ก็เคยได้รับคำชมเรื่องนี้ด้วย

ตอนนั้น วิชา สปช. เค้าให้เราวาดรูปพระพุทธเจ้า

เราก็วาดซะเต็มที่จารย์เค้ามาดูก็บอก

โอ้โหสวยดี

จารย์ยังวาดไม่ได้ จารย์ สปช. น่ะ

เราก็ปลื้มนิดๆ

ตอนป.2 ก็ไม่ได้มีผลงานดีเด่นอะไรมาก

จนวันนึงเป็นวันที่ครูประจำชั้น เค้าแจกสมุดความประพฤติให้

วันนั้นก่อนตอนเย็นชั่วโมงสุดท้าย

เราก็วาดต้นแอปเปิ้ลแบบสุดฝีมืออะ

จารย์ก็ บอกว่าสวยดีและก็ให้เราไปเอาสมุดความประพฤติตอนเย็นแบบหลังคนอื่นน่ะ

จารย์ก็เขียนเพิ่มว่า

เรามีพรสวรรค์นะ อะไรเงี้ยอยากให้ ผู้ปกครองส่งเสริม

และตอนป.2ก็มีอยู่ช่วงนึงที่บ้าโดเรม่อน เราก็อ้อนแม่ให้ซื้อให้

แต่เรามีเยอะไง

แล้วตอนนั้น ก็มีร้านเช่าการ์ตูนแม่เลยสมัครให้

เราก็ไปเช่าบ่อยๆ

รู้จักการ์ตูนเยอะขึ้นๆ

ตอนนั้นก็บ้าโดเรม่อน

แล้วก็รู้จักกับเรื่อง let's go เป็นการ์ตูนจากเรื่อง รถแข่งที่เราบ้ามาก

เป็นรถ mini 4 wd น่ะ

ที่โรงเรียนเราก็เอากระดาษมาพับเป่ากัน แบบตั้งเป็นทีมเลยนะ

ตอนป.2 ก็ไม่ได้เรียนวาดรูปอะไรเป็นพิเศษ ก็เรียนวันเสาร์เหมือนเดิมอะ

แต่ก็ไมได้จริงจังมาก

แล้วตอนนั้น เราก็ได้ทำการด์วันแม่คือทำซะสวยเชียวจารย์ อังกฤษก็บอกว่า

จะเอาดีสุดสามคนไปโชว์ที่บอรด์

อีกคนได้อ่านในหอธรรม คล้ายๆห้องประชุมน่ะ

เราก็ไม่นึกว่าเราจะได้

ก็คือแบบอึ้งไปเหมือนกัน

แล้วก็ขึ้นมา ป.3

ก้ไม่ได้มีอะไรพิเศษ

จนได้อ่านการ์ตูนจ๊ะจ๋าอะแหละ

เป็นการ์ตูนเล่มบางๆของมูลนิธิคนพิการ

เราก็อ่านชอบเรื่องในนั้นมาก

ก้เอาไปวาดเล่นทีโรงเรียน

ไอ้จิ กับ ไอ้เปรม แล้วก้โอ๊ตมั้ง

ก็ชวนกันทำการ์ตูนแบบเล่นๆน่ะ

เราก้เขียนแก๊ก จากขายหัวเราะเอามาก้อปปี้

แล้วไอ้จิก็เขียนเรื่องเดอะโปลิศไรเนี่ยแหละ

ส่วนไอ้เปรมไม่เอา

ไอ้โอ๊ตก็เขียนเรื่องจอมโจรคิด

แล้วก็เอามารวมกันเอามาเย็บเล่ม

ชื่อ หนังสือ 2000

ต้นฉบับตอนนี้ก็เหลือแผ่นสองแผ่นเอง

จากนั้นก็ได้ไปงานหนังสือไปซื้อ

ประวัติของฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ก็บ้าเลย

ตอนนั้นก็ฮึดแล้วว่า

เราจะเป็นนักเขียนการ์ตุนให้ได้

ตอนนั้น มีการประกวดวาดเกี่ยวกับการอณุรักษ์ธรรมชาติ

ครูก็ส่งเรากับปราโมกข์ไป

ปราโมกข์มันเรียนสีชอลค์มาแบบเก่งมากๆ

เราก็ใช้ไรไม่เป็น

ก็ใช้สีไม้กับเมจิค ก้ห่วยแตกไม่ได้รางวัลอะไรเลย ปาโมกข์มันยังได้

จากนั้นก็วาดการตูนเสมอมา ก็บ้าหนักเข้าๆ

พอมา ป.4 ตอนป.4 ก็คือยังวาดรูปอยู่เรื่อยๆ

ตอนนั้นแม่ก็เห็นว่าเราชอบวาดการ์ตูน

แล้วเห็นที่ดินสอสีที่สยามมีสอนวาด การ์ตูนเลยพาไปสมัคร

แต่เรายังเล็กเค้าเลยไม่รับ

เราก็ไปเรียนศิลปะเด็กแทน ก็ยอมรับว่าได้เรียนรู้สีชอลค์แบบเต็มๆ

แต่ก็ไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ เพราะเราชอบการ์ตูนมากกว่าตอนนั้น

คือจำได้ว่าตอนนั้นเราไม่ได้มาอาทิตย์นึง

อีกคนก็ไมได้มา อีกคนที่ไม่ได้มาเนี่ย มันเก่งแบบมันเรียนมาเยอะแล้ว

แข่งหลายครั้ง ได้รางวัลมาก้เยอะ

อาทิตย์ที่เราหยุดไปเค้ามีให้วาดรูปส่งประกวด

เกี่ยวกับวิ่งเพื่อสุขภาพ ประมาณนี้มั้ง

อาทิตย์ต่อมาเรามา ก็ไม่ได้วาด แต่มันดันได้วาด

แม่งก็คิด จารย์ห่าไรเนี่ย คือเหมือนลำเอียง เราก็ไม่สนว่ะ

แล้วก้อตอนนั้นที่โรงเรียนได้รู้จักกับ t.crig เป็นครูสอนศิลปะ

คือผมเรียนโปรแกรม อินเตอร์ไง คนสอนเลยเป็นฝรั่ง

ซึ่งต่อจากนั้น ก็จ้างครูไทยมาสอน

เค้าก็สอนการเขียนสีน้ำ ก็เป็นคนแรกที่ทำให้เราได้รับรู้เรื่องสีนิดนึง

แล้วก็มาป.5 เป็นจุดเปลี่ยนแปลงเยอะมาก

เพราะตอน ป.5 เนี่ยเราได้อ่านการ์ตูนเยอะขึ้น

จึงเรียกว่าได้ว่า รับอิทธิพลมาเยอะขึ้น

เราก็ได้อ่านดราก้อนบอล กับ ซึบาสะ

ก็เอาเลยเอาพวกญาติๆเนี่ยมาเล่นเป็นแบบซุปเปอร์ไซย่า

มาสู้กันวาดในกระดาษเอาไว้เยอะ

แบบวาดเล่นๆน่ะ

แล้วก็วาดซึบาสะเอาเพื่อนในห้องมาเล่นกัน

เป็นทีมชาติแบบวาดเป็นคนเตะฟุตบอลไง

ไม่เคยวาดเป็นเรื่องหรอก

ถามว่าอยากมั้ย อยากมากคิดมานาน

แต่ฝีมือก็ยังห่วย

และตอนนั้นเองจุดหักเหก็เกิดขึ้น

ตอนนั้นเราก็ไปสมัครเรียนวาดการตูน

แต่แม่เห็นว่าคนสอนเป็นผู้หญิง

เลยกลัวลายเส้นออกมาเป็นผู้หญิง เลยให้เราไปเรียนวาดภาพประกอบแทน

เราก็ไปเรียน ก็ต้องรออีกอาทิตย์

กับพี่แผน

ก็ชอบงานพี่เค้ามาก ก็ก็อปรูปผลงานพี่เค้าบ้าง

คือพี่เค้าวาดภาพประกอบในการด์ไง

เราก็เล่นการด์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ก็ตกใจพอรู้ว่าพี่เค้าวาดภาพนี้ภาพนี้นะ

คือตอนนั้นนี่คิดได้เลยว่า มีมหาลัยศิลปะอยู่ด้วยนี่หว่า

คือพี่เค้าก้เรียนอยู่ที่นี่

คือศิลปากร

ก็คิดไว้เลยว่า

เราต้องเอนท์ที่นี่ให้ได้

คือตอนนั้นพวกพิคเกอร์ไรเงี้ยเราก็ยังไมได้ ไม่รู้จักเลย

แล้วพวกลายเส้นเราก็แบบ ตอนนั้นบอกตามตรงว่าปัญญาอ่อนอยู่

เราก็มาเปลี่ยนแปลงตอนนี้ ตอนนี้ก็ยังติดต่อกับพี่เค้าอยู่

แล้วก็คือแบบฮึดตั้งแต่ตอนนั้น

คือวาดรูปตอนดึกๆทุกวันอะหลังจากจบคอรส์กับพี่เค้าแล้ว

บอกได้เต็มๆเลยว่าช่วงนั้นงานเปลี่ยนค่อนข้างมาก

วาดถึง 4-5 ทุ่ม

ตอนป.6 ก็เรียนกับครูเบิ้ล ก็ถือว่าได้แรงฮึดบ้าง ก็ชอบไปห้องศิลปะของจารย์เค้าบ้าง

ไปดูเทคนิค

ไปเอาผลงานเค้ามาลอกบ้าง

ก็ทึ่งกับผลงานเค้านิด

ก็ได้อะไรตรงนี้มาเยอะ

ซึ่งตอนนั้นมีวิชาศิลปะครั้งนึง

เค้าให้วาดเส้นเราก็วาดรองเท้า

จากของจริง

ก้ไมได้คิดอะไรวาดไปเรื่อยๆ

ปรากฎว่าได้ 10เต็ม ก็คิดว่าเฮ้ยท็อปเลยนี่หว่า

กฌดีใจพอตัว

ต่อจากนั้นแกก็เห็นว่าตอนนั้น มีงานประกวดในโรงเรียน

ก็ส่งเรากับไอ้เกียรติ ที่น่าจะมีแววไปแข่ง

แต่เค้าให้ใช้สีชอลค์ไง พวกเราเลยตกรอบมาแบบไม่เป็นท่า คือเราก็เก่งวาดอย่างเดียว

ก็ช่างมันเลย ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งที่สองแล้วกัน

ก็ได้เรียนการตูนกับพี่ไนทตอนนั้นก็ยังบ้าๆบออยู่

ก็เป็นตัวเด่นไปทั่ว ทำนู่นทำนี่ไม่ค่อยสนเท่าไหร่

ก็ยังฝึกวาดไปเรื่อยๆ

แล้วมีตอนนึง ได้ไปเห็นสมุดวาดเส้นของจารย์เค้า

ก็เห็นรูปโอ่ง

มีเงามีอะไรเราก็ทำบ้าง

แต่เราก็ทำแต่ภาพเดิมๆอะนะ

มีโอ่งแล้วก็มีเงาแบบเล่นๆน่ะ

แต่ช่วงนั้นบอกได้คำเดียวเลย

ว่าติดเล่นการด์มาก วาดรูปจึงเป็นอะไรที่นานๆทำครั้ง

แต่ความคิดเข้าศิลปากรยังคงอยู่

พอขึ้นมาม.1 ก็เริ่มใช้คอมเป็นเริ่มท่องเว็บ

เล่นเน็ตก็รู้จักกับพี่น้ำ ก็ได้เห็นงานแบบใหม่ที่ใช้การสานเส้นเอา

เราก็บ้าละ ฝึกสานเส้นเข้าๆ

ได้เห็นผลงาน

คนนู้น คนนี้เข้า

ก็เป็นแรงบัลดาลใจเยอะ

ประจวบกับตอนนั้นได้เรียนวาดเส้นที่สยาม ทุกเสาร์ด้วยก็ฝึกวาดเส้นไปเลย

แต่ตอนนั้นก็วาดการ์ตูนไปเรื่อยๆ

ก็สมัครแข่งวาดการตูนของฝ่าย

ห้องเรียนสีเขียวแต่ก็ไม่ได้ส่ง (รอบสองแล้ว รอบแรกก็ป.6)

ตอนนั้นก็ฝึกแต่สานเส้นเนี่ยแหละ

ช่วงนั้นมีตกแต่งห้องด้วย ในงานคริสมาสต์ก็ได้รับคำมค่อนข้างเยอะ

กับมีผลงานทำลายไทยเค้าให้คัดตัดเส้นลายไทยน่ะ

เราก็ได้เรียนรู้ลายไทยมาบ้าง

และก็มาม.2 ตอนนั้นก็ยืนๆฟังประกาศตอนเช้า

ประกาศก็นาน แล้วก็ร้อนทุกเช้าอะนะ

พอดีวันนั้นเราก็ยืนฟังดีๆ เพระปกติก็ไม่ได้ฟังหรอกดุกดิกไปทั่ว

เราก็ได้ยินว่าที่หมวดศิลปะมัธยม มีการรับสมัครนักเรียน

เพื่อไปแข่งกวาดรางวัล

เราก้ไปสมัคร ก็ได้ยินประกาศวันจันทร์

ไปเรียนวันพุธ

พอไปถึงก็ไปแบบมั่วๆมากๆ เพราะEIP จะไม่ค่อยรู้อะไรพวกนี้หรอกครับ

เราก็ดักดั่นไปจนได้ คนสอนคืออาจารย์สุรัตน์ ทรัพย์มั่งมี

เคยสอนที่ยอร์แซฟ์ 7 ปี และก็ออกมา

ตอนแกอยู่ยอร์แซฟ์ แกปั้นเด้กไว้เยอะมาก

แกก็บอกกกะมาปั้น ที่นี่มั่ง

ไปถึงจารย์ก็พาไปดูแกลอรี่ เพราะตอนนั้น มีงานที่สีลมแกลอเรียพอดี

วันต่อมาก็มาเรียน จารย์ก็ให้วาดการตูน

คือเรียนถึงพฤหัส ศุกร์ก็หยุด

แล้วจารย์ก็บอกว่าอยากให้ลองฝึกสีโปสเตอร์ เพราะในการแข่งเอารางวัลเนี่ย

สีโปสเตอร์จะนิยมใช้กันมาก

เราก็ได้เรียนในวันจัทนร์ ขอบอกว่าหนุกและใช้ยากมากๆ

ตอนแรกจารย์ก็ให้ทำเป็นช่องสี่เหลี่ยม ขอบอกว่าห่วยมากๆ

แล้วก็ได้เปลี่ยนจากทำแต่ช่องเล็กๆสี่เหลี่ยม เป็นทำภาพขนาดเท่ากระดานแผ่นเล็ก

ก็ทำไม่ได้ดีเลย

จารย์ก็เปลี่ยนแล้วบอกเรียนวาดเส้นแล้วกันสลับกันไป

เราก็ลองทำวาดเส้น

ปรากฏจากห่วยสุด

กลายเป็นดีสุด

เพราะตอนนั้นฝึกวาดรูปและสานเส้นมาเยอะเอาการ

พอดีตอนนั้นใกล้จะถึงงานโรงเรียนแล้ว เราก็เลยวาดรูปโก้โรงเรียน

สานทั้งภาพเลยฮะ

มีรุ่นพี่คนนึงบอก ถึงแสนเส้นได้มั้ง

เล่นเอาขำพอการ

บอกตามตรงเรียนกับจารย์

มีทั้งฮา

สนุก

และต้องอดทน

ไม่งั้นก็ต้องเลิกไป

เพราะมีหลายคนเลิกไปแล้วเหมือนกัน

ตอนนั้นเราได้ใจเต็มที่ เพราะวาดเส้นเก่งสุดแล้วในกลุ่มที่ติวหลังเลิกเรียน

หลังงานโรงเรียน จารย์บอก

อยากจะให้ฝึกจริงจังสักที

เพราะอยากส่งเข้าประกวดแล้ว

ก็เลยให้เตรียมสีโปสเตอร์มาอยากให้ทำได้แล้ว

เราก็ไปเอามาเลยไปซื้อมา

เราก็วาดไปครั้งแรกมาถึง

ขอบอกว่าโดนด่าเละจริงๆ

แบบเละมากๆ

ขนาดแพ้เด็กม.1 อะคิดดู

ก็เครียด ไม่ใช่เครียดเรื่องวาดไม่ได้

แต่ในวันนั้นที่เรียน จารยืไม่ช่วยเราเลยแล้วก็มาวิจารณ์งานตอนหลัง

วันนั้นก็เครียด

ก็ไปทำใจ

แล้ววันจันทร์ก็มา วันจันทร์มาถึงเราก็ไปคนแรกเหมือนเดิม

วันนี้ก็โดนจารย์ด่าอีกก็เซ็ง

เราก็หยุดวันอังคารไป

ก็มาใหม่ทำภาพใหม่ถึงได้รับคำชมซักทีหลังจากนั้นก็โดนด่าเยอะมากๆ

โดนเข้าไปๆจนชิน

และก็มาถึงเทอมสอง จารย์ก็บอกว่าทดสอบเราผ่านแล้ว

คือในกลุ่มน่ะ ทุกคนผ่านหมดว่ามีความอดทนจะอยู่ครบเทอมมั้ย

ก็ดีใจที่ได้เรียน

เรียนไปเรื่อย ๆก็รู้เทคนิคเยอะมาก

ถึงแม้การเรียนจะต้องไปเรียนเกือบทุกเย็น

และนั่นทำให้ผมอยากให้มันหมดคาบ 7 เร็วๆ

เพื่อจะได้ไปเรียนก็ตาม

แต่...หลังจากเปิดเทอม2 มาได้ซักระยะ

จารย์สุรัตน์ค่อนข้างคิดถึงเด็กที่ ยอร์แซฟมากกว่า

เลยเหมือนทำให้เรามาเรียนเพื่อฆ่าเวลา

ทำให้เราไม่ได้รับอะไรเต็มที่

และเกิดการเบื่อการวาดรูปไปบ้าง

ช่วงนี้มีปัญหาเกิดกันบ่อยมาก

กับคนในกลุ่มด้วย

หลังจากนั้นปัญหากับคนในกลุ่มก็หายไป

และปัญหาต่อมาก็ตาม

คนในกลุ่มเริ่มหายไป ทีละคนสองคน

ช่วงนั้นเราไปส่งประกวดงาน แทม ก็ไม่ได้รางวัลอะไร

ก็รู้ว่ายังไงก็คงไม่ได้ เพราะมันเป็นงานเร่งที่เราทำเผาในสองวัน

เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็หวังกับงานบูมแทน

ตอนนี้เลยเหลือ 2 คน

หลังจากนั้น เราก็มีปัญหาตามมาอีกรุ่นพี่อีกคนนึง

ขอหยุดนานใช้ได้ เพราะมีสอบ

เราก็ขึ้นมาคนเดียว

ก็เหมือนจารยืไม่สนใจ ก็ทำให้เครียด อยุ่ในภาวะกดดัน

และช่วงนั้นงาน นิทรรศการศิลปะดีเด่นครั้งที่ 2 ก็มา

ช่วงนั้นเราก็โดนจารย์ด่าเละอีกแล้ว

ทำอย่างนุ้นอย่างนี้ผิดบ้างละ

นี่ผิดบ้างละ

แล้วหลังจากนั้น จารย์ก็ดูเหมือนไม่ค่อยมีแรงกระตุ้น

คืออยากทำไรก็ทำไม่ค่อยสนใจ

เราก็เอาว่ะ เราก็วาดมาเรื่อยๆ

และแล้วก็จบ ม.2

ก็ต้องมาดูว่า ม.3 ที่จารย์บอกว่าจะเปนปีแห่งการ ล่ารางวัลจะเป็นยังไง

ช่วงนั้นก็ปิดเทอม เราก็มาfocus กับงานบูม

และ tcm webboard member ที่ลงสมัครไปแล้ว

แต่ก็ต้องยกเลิก tcm ไปก่อนเพราะถ้าทำ tcm คงไม่ทันบูม

และแล้วปัญหาก็ตามมาอีก เมื่องานบูมเลื่อนส่งไปถึงเดือนกันยายน จากตอนแรกที่เป็น

พฤษภาคม

และช่วงนั้นก็เปิดเทอมขึ้น ม.3 พอดีก็ได้ กลับไปหาจารย์

และเริ่มทำงานประกวดของ ปตท.

ซึ่งทำลงบนผ้าใบค่อนข้างใหญ่โดยใช้สีอะครีลิค

การทำงานเฟรมและการใช้สีอะครีบิคเป็นคร้งแรก รวมถึงเป็นภาพที่ใหญ่ที่สุด

ในชีวิตที่เคยเขียนนั้น

ทำให้ผมท้อไปหลายครั้ง

แล้วมีอยู่คืนนึงวันศุกร์

จำได้ว่าฝันว่า

เรานั่งอยู่ในห้องแล้วจารย์บอกว่า ไอ้ง้วนมึงต้องเขียนให้เสร็จ ไปจนตาย

เหมือนมีแรงฮึดให้เขียนให้เสร็จ

ก่อนภาพนี้เสร็จก็โดนด่าไปเยอะ

ท้อก็เยอะ

เขียนก็ใช้เวลานาน

แล้วก็ส่งไปของปตท

ก็ไม่ได้รางวัล

ก็อึ้งไปอยู่ วันนึง

แล้วก็กลับมาเริ่มงานชิ้นใหม่ของนานมี

ในหัวข้อทำความดีถวายห่อหลวง

แล้วก็เขียนสีอะครีลิคได้ดีขึ้น

ระหว่างนั้น มีงานประกวดของกองทัพอากาศ กับ บริษัทสีน้ำที่เคยมาจัดงานที่ วันเกิดรร เรา

ที่ขายสียี่ห้อแวนโก๊ะห์

ก็มี เรา แล้วก็น้องอีกสามคนไปแข่ง

เราใช้สีน้ำ

น้องอีกสามคนใช้สีไม้

ปรากฏ มีไอ้ปอนด์ได้รางวัล สาขาสีไม้คนเดียว

แล้วก๋มาเขียนภาพ ของนานมีต่อ

ก็มีสกิลดีขึ้นๆ

งานก็เนี้ยบขึ้นๆ

ดีใจมากช่วงนั้น